บทที่ 13 ตอนที่ 12 ขึ้นศาล

ตอนที่ 12 ขึ้นศาล

เช้าวันใหม่ควันโพยพุ่งจากห้องครัว บ้านแต่ละหลัง ความสุขสงบจากเสียงเรียกรวมตัวกินข้าว

ก่อนออกไปทำไร่ไถนา

พ่อนำหน้า ลูกชายเดินตามหลัง

เด็กผู้หญิงถือกล่องข้าว ก้าวไล่หลังให้ทันคนข้างหน้า

แม่ยืนส่งหน้าประตูบ้าน

เป็นภาพธรรมดาสามัญ

แต่กลับทำให้อบอุ่นในใจ

ไหนเลยจะเทียบได้กับชีวิต การเมืองที่ซับซ้อน ซ่อนคมมีดภายใต้หน้ากาก

เปื้อนยิ้ม

เซี่ยหลัวเยี่ยนตื่นขึ้นมาด้วยอาการระบมทั้งกาย

เรี่ยวแรงราวถูกสูบกลืนวิญญาณ

บนเตียงใหญ่ไร้เงาร่างสูงโปร่ง

ข้างเตียงชุดสีขาวของนักโทษหญิง

สะอาด ถูกวางเตรียมไว้ให้นาง

นางมองชุดนั้นด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

ก้าวนับจากนี้ นางต้องสูญเสียบ้าน

บิดา และความสุขสบายในพริบตา

หญิงสาวตัดสินใจลุกไปชำระร่างกาย

สวมชุดนักโทษอีกครั้ง

ใบหน้าเรียบเฉย

‘มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

ข้าจะทวงมันกลับมาให้ยิ่งใหญ่

กว่าเดิม’

ภาพในกระจกเงาสะท้อนแววตาเรียบนิ่ง

เขาทำลายชีวิตและศักดิ์ศรีของนางจนสิ้น

เขาต้องชดใช้ให้นางทั้งชีวิต

รอยยิ้มเฉียบเย็น แววตาลุ่มลึก

จู่ๆภาพทรงจำเร่าร้อนผุดขึ้น

กระตุ้นกายสั่นเทิ้ม สัมผัสจากเขา

ยังวนเวียนจนปวดหนึบกึ่งกลางกาย

หน้าร้อนผ่าว แดงเรื่อ มือนางเลื่อนจับ

อกอวบคลึงเบาๆ

“อ๊า” หญิงสาวหลับตาลง

พยายามสะบัดความคิดทิ้ง

ใจเต้นรัว กับความหฤหรรษ์ที่เขามอบให้

“ข้าจะไม่มีวันยินยอม ท่านจะได้แค่เพียงกาย”

นางหันหลังเดินออกจากห้องไป

เพื่อก้าวเข้าสู่เกมอันโหดร้ายที่รออยู่

ห้องโถงภายในศาลเจ้าหน้าที่เข้าประจำตำแหน่ง

ชาวบ้านยืนรอด้านนอกเพื่อรอดูการตัดสิน

ครั้งนี้ผู้คนต่างมารอดูคดีใหญ่สะเทือนบ้านเมือง

เซี่ยหลัวเยี่ยนถูกพาไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าศาล

เซี่ยเทียนอวี้ นั่งคุกเข่าข้างๆกัน

เขามองบุตรสาวด้วยแววตาสงสาร

หากเซี่ยหลัวเยี่ยนมิเหลียวแลเขาแม้แต่น้อย

ใบหน้านิ่งเฉย แต่ภายในใจ รวดร้าวเจ็บปวด

“องค์รัชทายาทเสด็จ”เสียงขันทีประจำพระองค์ขานขึ้น

กายสาวกระตุก หายใจติดขัด

‘ทำไมต้องกลัวเขากัน’ใจนางร่ำร้องให้

ตัวเองสงบลง

เซี่ยหลัวเยี่ยนค้อมกายคำนับ ไม่มองเขา

โม่จิ่งเหิงเดินผ่านข้างลำตัวนางไปช้าๆ

ใบหน้าแฝงรอยยิ้มบาง

เข้าประทับยังแท่นด้านข้าง

หลิวจิ้งเหยียนนั่งบัลลังก์ศาล

“เริ่มการไต่สวน”เสียงทรงอำนาจของหลิวจิ้งเหยียนเอ่ยเปิด

“ช้าก่อน”เสียงด้านหน้าประตูศาลดังขึ้น

ผู้ที่ฝูงชนแหวกทางให้ ก้าวออกมา

“อัครเสนาบดี พะย่ะค่ะ”ขันทีหนุ่มถวายรายงานเสียงแผ่ว

โม่จิ่งเหิงไม่หันไปเหลือบแล

ใบหน้าเรียบเฉย

‘เขามาเพื่อกำจัดสินะ’

และยิ่งไม่แปลกใจ

เมื่อเห็นเซี่ยอวี้เฉิงกับหลิวอวี้เหวิน

สองพ่อลูกเดินตามมาติด ๆ

“คำนับท่านอัครเสนาบดี ท่านกรมคลัง”หลิวจิ้งเหยียนลุกขึ้นคำนับ

อัครเสนาบดียกมือห้าม

“บัดนี้ท่านคือตัวแทนฝ่าบาท ไม่ต้องคำนับข้าหรอก”

ทั้งสามเข้านั่งประจำที่ มีเพียงหลิวอวี้เหวินยืนข้างบิดา

สายตาสองพ่อลูกที่มองคนคุกเข่าตรงหน้า มีแววสงสารเจียรอยรื้นแห่งน้ำตา

ชาวบ้านที่มุงดูต่างเอ่ยซุบซิบ

ชื่นชม

“เจ้าดูเถอะขนาดนางถูกกระทำต่างๆนานา ยังมีแก่ใจมาให้กำลังคุณหนูใหญ่อีก”

เสียงพูดนั้นเสียดแทงใจจน

เซี่ยหลัวเยี่ยนยกยิ้มหยันเยือกเย็น

อยากลุกไปกระชากนางแล้วตบ

ให้หนำใจนัก

นางเกลียดที่สุดก็ตอนนางแสดงบท

‘คนดีที่อ่อนแอ’

“เปิดศาล”หลิวจิ้งเหยียนเอ่ยอีกครั้ง

“คดีกบฏซ่องสุมกำลังทหาร

เพื่อประโยชน์ส่วนตน

เซี่ยอวี้เทียนเจ้าจะยอมรับหรือไม่”

ผู้ถูกกล่าวหาเงยหน้าขึ้น กายแกร่งตั้งตรง

อดไม่ได้ที่จะเหลือบมององค์รัชทายาทคราหนึ่ง

โม่จิ่งเหิงพระพักต์นิ่ง มองไปยังเบื้องหน้า

“ข้ายอมรับว่ามีการรับเกณฑ์ทหารมากขึ้นจริง แต่มิใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อปกป้องชายแดน”

เสียงชาวบ้านต่างพูดวิพากษ์วิจารณ์กัน

หลิวจิ้งเหยียนใบหน้าเข้ม

“เจ้ามิใช่เพื่อมอบให้บุตรสาว เซี่ยหลัวเยี่ยนตามคำขอหรอกหรือ”

เอ่ยจบเขาหยิบม้วนกระดาษเปิดออก

ให้ทุกคนเห็นข้อความข้างใน

“เซี่ยหลัวเยี่ยนเจ้ายอมรับหรือไม่”

เขาคาดคั้นเสียงเข้ม

หญิงสาวมองม้วนกระดาษตรงหน้า

มองสบตาเย้ยหยันให้หลิงจิ้งเหยียน

“นี่มันลายมือท่านพี่นี่เจ้าคะ”

ก่อนที่เซี่ยหลัวเยี่ยนจะเอ่ยสิ่งใด

เสียงอ่อนใสดังขึ้นราวกับไร้เดียงสา

สีหน้าแววตาตื่นตกใจ พลันส่งสายตา

สงสารมองไปยังเซี่ยหลัวเยี่ยนและยังเอ่ย

“ท่านพ่อ นี่อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด ท่านช่วยท่านลุงกับพี่หญิงด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

คำอ้อนวอนน้ำเสียงเศร้าสร้อย

ใบหน้าปรากฎรอยน้ำตาคลอ ยิ่งส่งบท

‘นางเอกผู้แสนดี’

“ใครใช้ให้เจ้าสอดคำ ถ้ายังก่อกวนศาลอีกข้าจะสั่งโบย”หลิวจิ้งเหยียนเอ่ยเสียงเฉียบไม่ไว้หน้าใคร

เซี่ยอวี้เฉิงรีบดึงมือบุตรสาวตบหลังมือเบาๆ

เซี่ยหลัวเยี่ยนพ่นลมหายใจแรง กลอกตายกยิ้มหยัน

ทุกการกระทำของนางล้วนอยู่ใต้

ครรลองสายตาขององค์รัชทายาท

ถ้วยน้ำชาถูกยกขึ้นมาบดบังสายตา

องค์รัชทายาท

สายตาอ่านยาก

คนถูกมองยังรู้สึกอึดอัด แต่นางไม่กล้าเหลือบมองเขา

“ลายมือลอกเลียนกันได้ จดหมายนี้ข้าไม่ได้เขียน”เซี่ยหลัวเยี่ยนกล่าวเสียงแข็ง

“ข้าเองก็ยืนยัน ว่านี่ไม่ใช่หลัวเยี่ยนเขียน”เซี่ยอวี้เทียนกล่าวแก้ตัวแทน

“เจ้ามีสิ่งใดมายืนยัน”หลิวจิ้งเหยียนเอ่ยขัด

ผู้คุมคนหนึ่งเดินเข้ามาคำนับ

“เรียนท่านตุลาการ มีพยานขอเบิกตัวยืนยันขอรับ”

ทุกคนต่างสนใจ พยาน

“เบิกตัวเข้ามา”

ชายวัยฉกรรจ์แต่งกายด้วยชุดชาวบ้านธรรมดา

รูปร่างกำยำเคราครึ้ม

เข้ามาคำนับ

“เจ้ามีอะไรจะบอกว่ามา”ตุลาการหนุ่มกล่าว

“ข้าน้อย เซ้าซึง เป็นข้ารับใช้จวนสกุลเฉิง ข้าจะมาเป็นพยานเรื่องจดหมายขอรับ”

สิ้นคำบอก

อัครเสนาบดีดวงตาฉาบความเคลือบแคลงสงสัย หันมองสบตากับเซี่ยอวี้เฉิง

“เจ้าเล่ามา”หลิวจิ้งเหยียนกล่าวอนุญาต

“ตระกูลเฉิงรับบ่าวเข้ามาในเรือนผู้หนึ่ง เขานั้นไม่สุงสิงกับผู้ใด ยามค่ำคืนแอบลอบออกจากจวนไปหลายครั้ง”

ชายเคราครึ้มเล่าไม่ติดขัด ดวงตาแน่ว

แน่

“ข้าเคยติดตามไปคราหนึ่งมิคาดว่า เขาจะปีนกำแพงเข้าจวนท่านแม่ทัพเซี่ยขอรับ”

“เหตุใดเจ้าไม่รีบแจ้งเจ้านายหรือบอกกล่าวแม่ทัพ”หลิวจิ้งเหยียนกล่าวท้วง

ชายเคราครึ้มไม่มีทีท่าอึกอักเอ่ยตอบทันที

“เรียนท่านตุลาการ ข้านั้นได้แจ้งพ่อบ้านแล้ว แต่ยังไม่ทันได้จัดการ คืนหนึ่งเขาหายออกไปจากจวนแล้วไม่กลับมาอีกเลยขอรับ จนเมื่อนายท่านเฉิงทราบข่าวคดีท่านแม่ทัพ จึงให้ข้าน้อยมาเป็นพยาน”

เขากล่าวจบด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไม่เอ่ยเกินจำเป็น

อัครเสนาบดีฝืนยิ้มมุมปาก

“ข้าว่าเรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำ ที่เจ้าเล่านี่จะหมายถึง เขาคนนั้นอาจเป็นผู้เขียนจดหมายเช่นนั้นรึ”

เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม

ปัง! หลิวจิ้งเหยียนกระแทกไม้บนโต๊ะจนเกิดเสียง

“ที่นี่คือศาล ขอท่านอัครอสนาบดีโปรดให้เกียตริด้วย ข้าจะทำการไต่สวนอย่างยุติธรรมแน่นอน”

หลิวจิ้งเหยียนเอ่ยเสียงเย็นเฉียบไม่เกรงกลัว

ชาวบ้านถึงกับสูดลมหายใจ

‘นั่นคืออัครเสนาบดีเชียวนะ’

‘ท่านตุลาการศาลช่างเที่ยงธรรมไม่เกรงกลัวอำนาจ’

คำพูดซุบซิบเอ่ยชื่นชม

อัครเสนาบดีถึงกับหน้าชา

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าธารกำนัล

เขาจำต้องวางท่าขรึมนิ่งลง

 ผู้อยู่ในศาลต่างคนต่างคิดในแง่มุมตนเอง

มีเพียงหลิวอวี้เฉิง นางแอบทอดสายตามององค์รัชทายาทอยู่เงียบๆ

พระเนตรทรงเสน่ห์ เรียวปากหยักคม

ใบหน้างดงามหล่อเหลา

พระขนงเข้มเรียงสวย

แววเนตรเย็นชา

ทำนางถึงกับใจเต้น

โม่จิ่งเหิงรับรู้ได้ถึงสายตาที่ลอบมองเขา

นางงามอยู่ แต่เป็นอ่อนหวาน บอบบาง

ไร้เสน่ห์ให้หลงใหล

ริมฝีปากยกยิ้มหยันเย็นชา

“ลายมือนี้ข้าจะทำการพิสูจน์ เลื่อนการพิจารณาออกไปอีกสองวัน”

หลิวจิ้งเหยียนปิดศาล

น้อมส่งทุกคน

อัครเสนาบดีเดินก้าวอาด ไม่เหลียวมองหลิวจิ้งเหยียน

เซี่ยอวี้เฉิงเดินเข้าหาเซี่ยเทียนอวี่

“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้าง”เขาเอ่ยถาม

“ข้าไม่เป็นไร เจ้าคงไม่ติดร่างแหในคดีนี้ด้วยกระมัง”เขาเอ่ยเสียงเย็น

การที่เขาเห็นอัครเสนาบดีกับน้องชายมาด้วยกันในวันนี้ ชัดเจนแล้ว

“เป็นพระเมตตาของฝ่าบาท ท่านอย่าได้ตำหนิข้าเลย”น้ำเสียงเซี่ยอวี้เฉิง มิได้อ่อนน้อมดั่งเคย

เซี่ยอวี้เทียนสายตาสงบ

“ในที่สุดข้าก็โล่งใจ ที่เห็นเจ้ากล้าเป็นตัวเองสักที หลังจากแสร้งทำเป็นคนอ่อนแอมานาน ข้าขอเตือนเจ้าในฐานะพี่ชายที่หวังดี อย่าให้ไฟแผดเผาเรือนเจ้า เมื่อมีโอกาสรอดแล้ว จงอยู่ให้เป็น”คำพูดและแววตาจริงใจไม่ปิดบัง ที่ผ่านมาแม้เขาจะรู้ว่าน้องชายมักแกล้งที่จะยอมเขามาตลอด แต่เขาก็ไม่คิดจะเปิดโปง กลับยังแสดงความจริงใจให้เขาเห็น บิดาเดียวกัน ต่างมารดา จะอย่างไรก็สายเลือด

“เฮอะ! ตอนนี้ท่านห่วงตัวท่านเองก่อนเถอะ” เซี่ยอวี้เฉิงขึ้นเสียงดัง ไม่ออมท่าทีอีกแล้ว

เซี่ยอวี้เทียนถอนหายใจ สิ่งที่ควรเตือนก็เตือนแล้ว จากนี้ขึ้นอยู่ที่การกระทำของเขาแล้ว คิดพลางจึงหันหลังเดินจากไป

สายเลือดข้นกว่าน้ำ คำนี้ต้องเกิดจากครอบครัวที่มีคุณธรรม

แต่คงใช้ไม่ได้กับคนใจมืดบอดเช่นเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป